Show Posts

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - Prichas

Pages: [1] 2 3 ... 132
2
ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันวงเงินไม่เกิน 5.1 พันล้านบาท “บ. แสนสิริ” ที่ “BBB+” แนวโน้ม “Stable”

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ ?BBB+? ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต ?Stable? หรือ ?คงที่? พร้อมทั้งคงอันดับเครดิตหุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน ไม่มีประกันและไถ่ถอนเมื่อเลิกกิจการ (Hybrid Debentures) ของบริษัทที่ระดับ ?BBB-? ในขณะเดียวกัน ทริสเรทติ้งยังจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดใหม่ในวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 3 ปี และวงเงินไม่เกิน

5 พันล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 4 ปี ที่ระดับ ?BBB+? ด้วย โดยบริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ 100 ล้านบาทไปบริจาคเพื่อการศึกษา และ 5 พันล้านบาทไปใช้ชำระคืนหนี้และเป็นเงินทุนหมุนเวียน

อันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้สะท้อนถึงการที่บริษัทมีสินค้าที่หลากหลาย ตลอดจนสถานะทางการตลาดที่แข็งแกร่งทั้งในตลาดบ้านจัดสรรและคอนโดมิเนียม รวมทั้งหนี้สินทางการเงินที่อยู่ในระดับค่อนข้างสูง นอกจากนี้ อันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความกังวลของทริสเรทติ้งเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โรคโควิด 19) ที่ยืดเยื้อซึ่งมีแนวโน้มที่จะยังคงสร้างแรงกดดันต่ออุปสงค์ที่อยู่อาศัยและความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการต่อไปอีกระยะหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม การมีสินค้าที่หลากหลายและแบรนด์ที่มีชื่อเสียงน่าจะทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นในการนำเสนอสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าและสามารถรักษาสถานะทางการตลาดเอาไว้ได้

ยอดขายสุทธิของบริษัทในปี 2564 เท่ากับ 2.61 หมื่นล้านบาทซึ่งใกล้เคียงกับปี 2563 รายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 อยู่ที่ระดับ 2.21 หมื่นล้านบาท ซึ่งลดลง 16% จากช่วงเดียวกันของปี 2563 เนื่องจากบริษัทจัดรายการส่งเสริมการตลาดน้อยกว่าปี 2563 ที่เน้นการส่งเสริมการตลาดเชิงรุก ทริสเรทติ้งมองว่าผลการดำเนินงานและกำไรของบริษัทในช่วงที่เหลือของปี 2564 จนถึงปี 2565 จะยังคงได้รับผลกระทบบางส่วนจากการแพร่ระบาดที่ยืดเยื้อ อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานของบริษัทน่าจะสอดคล้องกับประมาณการของทริสเรทติ้ง

ประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัทจะอยู่ที่ระดับ 2.9-3.2 หมื่นล้านบาทต่อปีในช่วงปี 2564-2566 ทั้งนี้ รายได้จากธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักซึ่งคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 90% ของรายได้จากการดำเนินงานรวมของบริษัท ทริสเรทติ้งคาดว่ากำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) ของบริษัทจะอยู่ในช่วง 6.0-6.6 พันล้านบาทต่อปี ในขณะที่อัตราส่วน EBITDA ต่อรายได้จะอยู่ที่ระดับประมาณ 20% ทั้งนี้ EBITDA ของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 อยู่ที่ระดับ 5.1 พันล้านบาท หรือประมาณ 23% ของรายได้จากการดำเนินงานรวม นอกจากนี้ กำไรสุทธิของบริษัทในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2564 ยังอยู่ที่ระดับ 1.7 พันล้านบาท หรือคิดเป็น 8% ของรายได้จากการดำเนินงานรวม ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิให้อยู่ที่ระดับประมาณ 7%-8% ของรายได้จากการดำเนินงานรวมตลอดช่วงประมาณการเอาไว้ได้

ณ เดือนธันวาคม 2564 บริษัทมีโครงการบ้านจัดสรรที่อยู่ระหว่างการพัฒนาจำนวน 58 โครงการและโครงการคอนโดมิเนียมจำนวน 27 โครงการ (รวมโครงการคอนโดมิเนียมภายใต้การร่วมทุนจำนวน 7 โครงการ) ซึ่งมีมูลค่าเหลือขายรวม 5.25 หมื่นล้านบาท (รวมทั้งที่ก่อสร้างแล้วและยังไม่ได้ก่อสร้าง) ทั้งนี้ โครงการบ้านจัดสรรมีสัดส่วนคิดเป็น 56% ของมูลค่าเหลือขายทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นโครงการคอนโดมิเนียม บริษัทมียอดขายรอการรับรู้รายได้ ณ สิ้นปี 2564 จำนวน 1.72 หมื่นล้านบาทซึ่งประกอบด้วยยอดขายรอการรับรู้รายได้จากโครงการของบริษัทเองจำนวน 1.45 หมื่นล้านบาทและจากโครงการร่วมทุนอีกจำนวน 2.7 พันล้านบาท ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะส่งมอบยอดขายรอการรับรู้รายได้มูลค่า 9.9 พันล้านบาทในปี 2565 มูลค่า 6.6 พันล้านบาทในปี 2566 และที่เหลือในปี 2567

ทริสเรทติ้งคาดว่าภาระหนี้ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูงต่อไปตลอดช่วงประมาณการเนื่องจากบริษัทมีแผนจะเปิดโครงการคอนโดมิเนียมของบริษัทเองมากกว่าโครงการร่วมทุน รวมถึงจะขยายไปยังโครงการบ้านจัดสรรให้มากขึ้นอีกด้วย ทริสเรทติ้งยังคาดว่าบริษัทจะจัดหาแหล่งเงินทุนโดยใช้เงินกู้ 70% และส่วนทุน 30% สำหรับใช้เป็นค่าซื้อที่ดินและค่าก่อสร้างตลอดระยะเวลาในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอุตสาหกรรมภายใต้การร่วมทุนอีกด้วย นอกจากนี้ ยังคาดว่าบริษัทอาจมีการร่วมลงทุนเพิ่มเติมกับพันธมิตรในธุรกิจให้บริการทางการเงินอีกด้วย ทั้งนี้ เนื่องจากความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจทั้งภายในประเทศและทั่วโลก ทริสเรทติ้งจึงมีความเห็นว่าบริษัทน่าจะต้องมีความระมัดระวังในการขยายธุรกิจพัฒนาที่อยู่อาศัยและการลงทุนอื่น ๆ ให้มากยิ่งขึ้น ในการนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทควรจะรักษาอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนให้ต่ำกว่า 66% และอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินให้อยู่ในช่วง 5%-10% เพื่อที่จะคงอันดับเครดิตให้อยู่ในระดับปัจจุบัน

ทริสเรทติ้งประเมินสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทในช่วง 12 เดือนข้างหน้าค่อนข้างตึงตัวแต่น่าจะสามารถบริหารจัดการได้ ทั้งนี้ จากข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2564 บริษัทมีภาระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระในอีก 12 เดือนข้างหน้าจำนวน 2.79 หมื่นล้านบาทซึ่งประกอบด้วยหุ้นกู้จำนวน 1.39 หมื่นล้านบาท เงินกู้โครงการระยะยาวจำนวน 5.9 พันล้านบาท ตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 5.4 พันล้านบาท ตั๋วแลกเงินระยะสั้นจำนวน 2.6 พันล้านบาท และหนี้สินตามสัญญาเช่าอีกจำนวน 0.1 พันล้านบาท ในขณะที่บริษัทมีรายจ่ายฝ่ายทุนสำหรับการลงทุนอื่น ๆ จำนวนประมาณ 250 ล้านบาทในช่วง 12 เดือนข้างหน้าและเงินปันผลจ่ายอีกประมาณ 50% ของกำไรสุทธิ ทั้งนี้ ณ สิ้นเดือนกันยายน 2564 แหล่งเงินทุนของบริษัทประกอบด้วยเงินสดจำนวน 2.8 พันล้านบาทและวงเงินกู้ยืมจากธนาคารที่ไม่สามารถยกเลิกได้อีกจำนวน 1.25 หมื่นล้านบาทโดยเป็นวงเงินที่สามารถเบิกได้โดยไม่ติดเงื่อนไขจำนวนประมาณ 2.5 พันล้านบาท ในขณะที่ส่วนที่เหลือนั้นสำหรับให้บริษัทเบิกใช้สำหรับการก่อสร้าง ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในช่วง 12 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 3.3 พันล้านบาท โดยปกติแล้วบริษัทจะออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อทดแทนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระ ในขณะที่เงินกู้โครงการนั้นบริษัทจะชำระคืนด้วยเงินที่ได้รับจากการโอนอสังหาริมทรัพย์เพื่อการอยู่อาศัย นอกจากนี้ บริษัทยังมีที่ดินเปล่าที่ปลอดภาระค้ำประกันซึ่งมีมูลค่าตามบัญชีจำนวน 1.34 หมื่นล้านบาทและสินค้าที่อยู่อาศัยที่สร้างเสร็จเหลือขายในโครงการที่ปลอดภาระหนี้ของบริษัทซึ่งมีมูลค่าขายอีกจำนวน 4.2 พันล้านบาทซึ่งบริษัทสามารถนำไปใช้เป็นหลักประกันเพื่อขอเงินกู้จากธนาคารในกรณีที่จำเป็นได้อีกด้วย

ณ เดือนกันยายน 2564 บริษัทมีหนี้สินทางการเงินรวม (ตามการพิจารณาลำดับชั้นในการได้รับคืน) อยู่ที่จำนวน 6.74 หมื่นล้านบาทซึ่งรวมถึงหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนที่จำนวน 1.86 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ หนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนเป็นหนี้ที่มีหลักประกันของบริษัทแม่และบริษัทย่อยต่าง ๆ เนื่องจากอัตราส่วนหนี้ที่มีลำดับในการได้รับชำระคืนก่อนต่อหนี้สินทางการเงินรวมของบริษัทอยู่ที่ระดับ 28% ซึ่งต่ำกว่าระดับ 50% ตาม ?เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้? ของทริสเรทติ้ง ทริสเรทติ้งจึงพิจารณาว่าเจ้าหนี้ที่ไม่มีหลักประกันของบริษัทไม่มีความเสียเปรียบอย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใดเมื่อพิจารณาจากลำดับชั้นในการได้รับคืนเมื่อเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ของบริษัท

แนวโน้มอันดับเครดิต

แนวโน้มอันดับเครดิต ?Stable? หรือ ?คงที่? สะท้อนถึงความคาดหวังของทริสเรทติ้งว่าผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของบริษัทจะเป็นไปตามประมาณการ ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะรักษาอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนให้ต่ำกว่า 66% และอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินให้อยู่ในช่วง 5%-10% ตลอดช่วงเวลาประมาณการได้ นอกจากนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดด้วยว่าบริษัทจะสามารถรักษาอัตราส่วนผลตอบแทนต่อเงินทุนถาวรให้อยู่ในระดับเกินกว่า 5% เอาไว้ได้

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง

อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจปรับลดลงได้หากผลการดำเนินงานและ/หรือสถานะทางการเงินของบริษัทอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญจากที่ทริสเรทติ้งประมาณการไว้ ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตอาจปรับเพิ่มขึ้นได้หากสถานะทางการเงินของบริษัทดีขึ้นเทียบเท่ากับผู้ประกอบการที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระดับที่สูงกว่าโดยอัตราส่วนหนี้สินทางการเงินต่อเงินทุนอยู่ในระดับต่ำกว่า 55% และอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อหนี้สินทางการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 10%-15% ในช่วงระยะเวลาที่ต่อเนื่อง

เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตที่เกี่ยวข้อง

- อัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญและการปรับปรุงตัวเลขทางการเงินสำหรับธุรกิจทั่วไป, 11 มกราคม 2565

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน (Hybrid Securities), 28 มิถุนายน 2564

- เกณฑ์การจัดอันดับเครดิตตราสารหนี้, 15 มิถุนายน 2564

- วิธีการจัดอันดับเครดิตธุรกิจทั่วไป, 26 กรกฎาคม 2562

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) (SIRI)
อันดับเครดิตองค์กร: BBB+
อันดับเครดิตตราสารหนี้:
SIRI222A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 4,933.4 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565                                                              BBB+
SIRI229A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565    BBB+
SIRI229B: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2565    BBB+
SIRI231A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2566        BBB+
SIRI236A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 4,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2566        BBB+
SIRI243A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567     BBB+
SIRI247A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 2,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567     BBB+
SIRI24OA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 3,600 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567    BBB+
SIRI24DA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 800 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567    BBB+
SIRI24DB: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 500 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2567    BBB+
SIRI252A: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 6,000 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2568     BBB+
SIRI26DA: หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกัน 200 ล้านบาท ไถ่ถอนปี 2569     BBB+
SIRI20PA: หุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน 3,000 ล้านบาท (Hybrid Debentures)     BBB-
หุ้นกู้ด้อยสิทธิลักษณะคล้ายทุน 2,050 ล้านบาท (Hybrid Debentures)     BBB-
หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันในวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 3 ปี    BBB+
หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันในวงเงินไม่เกิน 5,000 ล้านบาท ไถ่ถอนภายใน 4 ปี    BBB+
แนวโน้มอันดับเครดิต:    Stable




บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด/ www.trisrating.com
ติดต่อ santaya@trisrating.com  โทร. 0-2098-3000 อาคารสีลมคอมเพล็กซ์ ชั้น 24 191 ถ. สีลม กรุงเทพฯ 10500
? บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2565 ห้ามมิให้บุคคลใด ใช้ เปิดเผย ทำสำเนาเผยแพร่ แจกจ่าย หรือเก็บไว้เพื่อใช้ในภายหลังเพื่อประโยชน์ใดๆ ซึ่งรายงานหรือข้อมูลการจัดอันดับเครดิต ไม่ว่าทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน และไม่ว่าในรูปแบบ หรือลักษณะใดๆ หรือด้วยวิธีการใดๆ โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ก่อน การจัดอันดับเครดิตนี้มิใช่คำแถลงข้อเท็จจริง หรือคำเสนอแนะให้ซื้อ ขาย หรือถือตราสารหนี้ใดๆ แต่เป็นเพียงความเห็นเกี่ยวกับความเสี่ยงหรือความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้นั้นๆ หรือของบริษัทนั้นๆ โดยเฉพาะ ความเห็นที่ระบุในการจัดอันดับเครดิตนี้มิได้เป็นคำแนะนำเกี่ยวกับการลงทุน หรือคำแนะนำในลักษณะอื่นใด การจัดอันดับและข้อมูลที่ปรากฏในรายงานใดๆ ที่จัดทำ หรือพิมพ์เผยแพร่โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้จัดทำขึ้นโดยมิได้คำนึงถึงความต้องการด้านการเงิน พฤติการณ์ ความรู้ และวัตถุประสงค์ของผู้รับข้อมูลรายใดรายหนึ่ง ดังนั้น ผู้รับข้อมูลควรประเมินความเหมาะสมของข้อมูลดังกล่าวก่อนตัดสินใจลงทุน บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ได้รับข้อมูลที่ใช้สำหรับการจัดอันดับเครดิตนี้จากบริษัทและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อว่าเชื่อถือได้ ดังนั้น บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จึงไม่รับประกันความถูกต้อง ความเพียงพอ หรือความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อมูลใดๆ ดังกล่าว และจะไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสีย หรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากความไม่ถูกต้อง ความไม่เพียงพอ หรือความไม่ครบถ้วนสมบูรณ์นั้น และจะไม่รับผิดชอบต่อข้อผิดพลาด หรือการละเว้นผลที่ได้รับหรือการกระทำใดๆโดยอาศัยข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้ รายละเอียดของวิธีการจัดอันดับเครดิตของ บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด

3
จากแนวคิด ‘Tomorrow. Reimagined.’ สู่ดีไซน์เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของคนเพื่อวันนี้และวันพรุ่งนี้ในสไตล์พฤกษา

"พฤกษา" นำประสบการณ์และความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยพิถีพิถันใส่ใจดีไซน์ที่อยู่อาศัยให้เป็นส่วนหนึ่งเพื่อไลฟ์สไตล์ในทุกมิติ และเกิดเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความแตกต่าง ครบถ้วนด้วยฟังก์ชันการใช้งานและเตรียมความพร้อมให้ผู้บริโภคสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกใน 3 Mega Trend ที่ส่งผลต่อการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตในวิถีตามแนวคิดแบบ ‘Tomorrow. Reimagined.’



นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การออกแบบเป็นหนึ่งองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยเน้นเอกลักษณ์และความโดดเด่น โดยเฉพาะในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ สไตล์ที่ชัดเจนสามารถสะท้อนถึงรสนิยมและไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัยได้เป็นอย่างดี และด้วยแนวคิดที่มุ่งตอบรับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคในวันนี้และวันพรุ่งนี้ พฤกษาจึงออกแบบโครงการที่อยู่อาศัยตามแนวคิด ‘Tomorrow. Reimagined.’ ใน 3 แกนได้แก่

1.Health & Wellness Redefined – สร้างนิยามใหม่ในการดูแลสุขภาพให้ลูกบ้านอย่างครบวงจร

ปัจจุบัน ผู้บริโภคหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพในเชิงป้องกันเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรงและสมบูรณ์ พฤกษาจึงใส่ใจ เลือกวัสดุเพื่อรองรับด้านสุขภาพเช่น การเลือกใช้สีทาบ้านที่ปลอดเคมีและสารอันตราย การเลือกใช้วัสดุพื้นเพื่อลดแรงกระแทก (Shock Absorption Floor) ไปจนถึงการออกแบบพื้นห้องที่เรียบเสมอกัน (Non-Step Floor) เพื่อป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ประตูหน้าต่าง อลูมิเนียนป้องกัน PM2.5 ไปจนถึง "O 2 Lounge" พื้นที่ส่วนกลางที่คอนโดมิเนียมโครงการเดอะ ทรี ที่มีระบบเพิ่มปริมาณออกซิเจนในอากาศ ช่วยให้สมองปลอดโปร่ง หายใจได้เต็มปอด รวมไปถึงความร่วมมือด้านดีไซน์กับ “โรงพยาบาลวิมุต” โรงพยาบาลในเครือพฤกษาในการออกแบบบ้าน และพื้นที่ส่วนกลาง ใช้ประตูขนาดใหญ่ และทางลาด เผื่อกรณีสำหรับรถเข็นของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในวันข้างหน้า พร้อมตอบรับทุกช่วงวัยแบบ Universal Design รองรับตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยเกษียณไปถึงการมอบสิทธิประโยชน์ในการดูแลสุขภาพเฉพาะลูกบ้านพฤกษา เป็นต้น



2.Lifestyle Disruption – สร้างวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ที่พร้อมตอบโจทย์ทุกการเปลี่ยนแปลงด้วยการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาสร้างความสะดวกสบายในการอยู่อาศัย

ด้วยปัจจัยต่างๆ ผู้คนทั่วโลกต้องเปลี่ยนแปลงวิถีการใช้ชีวิตในแต่ละวันจนเกิดเป็น “New Normal” พฤกษาจึงตั้งใจออกแบบบ้านเพื่อรองรับการใช้ชีวิตที่ดีและสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นตั้งแต่การออกแบบพื้นที่แบบ Multi Space ที่สามารถปรับเปลี่ยนพื้นที่ใช้สอยได้อย่างอิสระ การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ (Home Automation) ควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้าในบ้านผ่านสมาร์ทโฟน เชื่อมต่อโลกออนไลน์แบบเรียลไทม์เพื่อให้การใช้ชีวิตยุคดิจิทัลสมาร์ทขึ้นไปอีกระดับ ด้วยอุปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในบ้าน เช่น Smart Mirror ระบบความปลอดภัยของทุกชีวิตในครอบครัว Smart Camera ให้ลูกบ้านตรวจสอบความเรียบร้อยในบ้านผ่านสมาร์ทโฟน ระบบ Smart Access ที่ใช้บลูทูธจากสมาร์ทโฟนในการสแกนเข้า-ออกโครงการ ระบบ Smart Parking บอกจำนวนช่องจอดที่ว่างในอาคารจอดรถแต่ละชั้น เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีแบบบ้านใหม่ “พฤกษา เฟล็กซ์” (Pruksa Flex) ทาวน์โฮมที่ลูกค้าสามารถเลือกจำนวนห้องได้ตั้งแต่ 1-3 ห้องนอนตามความชอบและไลฟ์สไตล์เฉพาะของลูกค้าเป็นรายบุคคล



3.Sustainability Development – สร้างความยั่งยืนทั้งมิติของสิ่งแวดล้อม สังคม และการอยู่อาศัยเพื่อให้ส่งต่อสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

เพราะบ้านที่สมบูรณ์ไม่ใช่เพียงแค่สิ่งปลูกสร้าง แต่คือความสมบูรณ์ทั้งในด้านธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สังคม และการอยู่อาศัยที่จะช่วยเติมเต็มคำว่า “บ้าน” ให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น พฤกษาจึงเลือกใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีผลิตพลังงานทดแทนจากธรรมชาติเพื่อส่งเสริมให้ทุกโครงการของพฤกษามีคุณภาพและตอบโจทย์การอยู่อาศัยอย่างยั่งยืน อาทิ การใช้หลอดไฟประหยัดพลังงาน LED การเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอาทิ การเลือกใช้วัสดุทดแทนไม้เช่น นวัตกรรมพื้นแบบ SPC (Stone Plastic Composite Flooring) หรือการนำระบบ Solar Cell System มาใช้ในพื้นที่ส่วนกลางและคลับเฮ้าส์เพื่อประหยัดการใช้พลังงาน รวมไปการติดตั้ง EV Charger ในพื้นที่คอนโดและการออกแบบพื้นที่เพื่อรองรับการติดตั้ง EV Charger ในบ้าน นอกจากนี้ในปี 2564 พฤกษาได้เพิ่มพื้นที่สีเขียวในโครงการต่างๆกว่า 323,138 ตร.ม. เพิ่มขึ้นถึง 843% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ลูกบ้านพฤกษาจึงมั่นใจได้ว่าทุกจังหวะการใช้ชีวิตที่พฤกษาจะดีต่อสิ่งแวดล้อม และพร้อมส่งต่อความยั่งยืนนี้ไปยังคนรุ่นต่อไปในอนาคตอีกด้วย”

พฤกษาตระหนักดีว่าบ้านนั้นเป็นมากกว่าที่อยู่อาศัย เพราะเป็นพื้นที่ที่พร้อมจะสร้างความสุขให้กับลูกบ้านและครอบครัวในทุกก้าวย่างไปตลอดชีวิต พฤกษาจึงใส่ใจพิถีพิถันออกแบบพื้นที่ทุกตารางเมตรในทุกๆโครงการให้สามารถตอบโจทย์ทั้งด้านความสวยงามและฟังก์ชันการใช้งาน และในขณะเดียวกันก็สามารถมอบความสุขสบายสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างให้ครอบคลุมทุกด้านมากที่สุดเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับลูกบ้านสามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่ไม่ใช่แค่วันนี้ แต่รวมถึงวันพรุ่งนี้ตามแนวคิด ‘Tomorrow. Reimagined.’”

4
อวยไว้ก่อน!เป๊ปชูวอร์ด-พราวส์ยิงฟรีคิกเจ๋งสุดในโลก

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กุนซือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยังคงรักษาสไตล์อวยก่อนแล้วค่อยถล่ม โดยล่าสุดซูฮก เจมส์ วอร์ด-พราวส์ ดาวเตะ เซาธ์แฮมป์ตัน เป็นนักเตะที่ยิงฟรีคิกเจ๋งสุดในโลก ก่อนดวลกันวันเสาร์นี้ พร้อมกำชับลูกทีมระวังลูกตั้งเตะของแข้งรายนี้ให้ดี

    เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ผู้จัดการทีม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เชื่อว่า ปัจจุบัน เจมส์ วอร์ด-พราวส์ กองกลางกัปตันทีม เซาธ์แฮมป์ตัน เป็นผู้เล่นที่ยิงฟรีคิกได้ทรงประสิทธิภาพที่สุดในโลก ก่อนที่ทัพ 'เรือใบสีฟ้า' มีคิวออกไปฟาดแข้งกับ 'นักบุญ' ในศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ วันเสาร์ที่ 22 มกราคมนี้

     ลูกยิงฟรีคิกสุดสวยระยะราว 35 หลา ในเกมล่าสุดที่ เซาธ์แฮมป์ตัน ออกไปแพ้ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 1-3 เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว ถือเป็นประตูจากฟรีคิกลูกที่ 12 ในเวที พรีเมียร์ลีก ของ วอร์ด-พราวส์ ซึ่งเทียบเท่ากับตำนานอย่าง เธียร์รี่ อองรี และ จานฟรังโก้ โซล่า เรียบร้อย และตอนนี้มีเพียงแค่ เดวิด เบ็คแฮม (18 ประตู) คนเดียวที่ยิงได้มากกว่า

     'เท่าที่ผมเคยเห็นมา เขาเจ๋งที่สุดแล้ว และแน่นอนว่า ตอนนี้เขายอดเยี่ยมที่สุดในโลก เวลานี้ไม่มีใครยิงฟรีคิกได้ดีกว่า วอร์ด-พราวส์ อีกแล้ว บางทีในทีมเราอาจจะขาดนักเตะที่มีคุณสมบัติแบบนี้อยู่'

     'นอกจากนี้เขายังเป็นนักเตะที่เล่นเพื่อทีม ทำได้ดีเยี่ยมทั้งยามมี.และไม่มี. ลูกตั้งเตะและลูกเตะมุมเขาก็ทำได้ดีมาก ซึ่งเราจำเป็นต้องระวังจุดนี้ให้ดี' ยอดกุนซือชาวสแปนิชวัย 51 ปี กล่าว  

     สำหรับฤดูกาลนี้ วอร์ด-พราวส์ ทำไปแล้ว 6 ประตู จากการลงเล่นเกมลีกให้ 'นักบุญ' 19 นัด

5
'ออฟฟิศเมท' ชู 3 หมัดเด็ดลดต้นทุน เคียงข้าง SME พลิกฟื้นธุรกิจตลอดปี 65

'ออฟฟิศเมท' ในเครือเซ็นทรัล รีเทล อาสาเป็นพาร์ตเนอร์เคียงข้าง SME และผู้ประกอบการไทยเดินหน้ากิจการพลิกฟื้นธุรกิจในปี 2565 ชู 3 หมัดเด็ดช่วยธุรกิจลดต้นทุนและเซฟเงินสดตลอดทั้งปี ดังนี้

1.ช่วยลดต้นทุนจัดซื้อสูงสุด 30%* กับ OFMBiz e-Procurement Platform เวอร์ชั่นใหม่! ระบบจัดซื้อออนไลน์สำหรับธุรกิจยุคดิจิทัล ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ คุมราคาสินค้า และประหยัดงบประมาณจัดซื้ออุปกรณ์สำนักงานและเครื่องใช้ในธุรกิจ การันตีคุณภาพด้วยรางวัล The Best eService Provider Award จากงาน Thailand Top Company Award โดยออฟฟิศเมทเปิดให้ทุกธุรกิจใช้งานฟรี! และสามารถเชื่อมต่อกับ ERP หรือระบบ Procurement ระดับโลก เช่น SAP, ORACLE และ COUPA ช่วยลดเวลา ลดขั้นตอน ลดงานเอกสาร และประหยัดค่าใช้จ่ายอื่นๆในกระบวนการจัดซื้อ รวมทั้งมีระบบ Smart Report ช่วยตรวจสอบและควบคุมค่าใช้จ่าย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือสมัครใช้งานฟรี

2.มอบเครดิตเทอมนาน 30-60 วันเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินให้แก่นิติบุคคล โดยไม่ต้องไปขอธนาคาร สามารถติดต่อขอรับเครดิตตามเงื่อนไขที่กำหนดได้ที่ OfficeMate Contact Center 1281

3.ลดราคาสินค้าจำเป็นเพื่อธุรกิจ #ออฟฟิศเมทการันตี ถูกชัวร์ ประหยัดทั้งปี! คัดสรรสินค้าพื้นฐานที่ใช้ในการดำเนินธุรกิจต่างๆ อาทิ อุปกรณ์สำนักงาน ไอที อุปกรณ์นิรภัยในโรงงาน และอุปกรณ์ทำความสะอาด รวมกว่า 300 รายการ มาลดราคาพิเศษและยืนราคาประหยัดตลอดปี 2565 สังเกตสัญลักษณ์ “#ออฟฟิศเมทการันตี”

6
กรุงศรีรายงานผลกำไรสุทธิปี 2564 จำนวน 33.8 พันล้านบาท ชูฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง มุ่งสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19

กรุงศรี (ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) และบริษัทในเครือ) เผยผลประกอบการของปี 2564 มีกำไรสุทธิจำนวน 33,794 ล้านบาท ด้วยฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจและครัวเรือนผ่านมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนภาคธุรกิจสู่การฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19 อย่างยั่งยืน

กรุงศรียังคงรักษาระดับการตั้งเงินสำรองตามหลักเกณฑ์รอบคอบระมัดระวังเพื่อรองรับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่อาจเพิ่มขึ้นในอนาคต ส่งผลให้อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดที่เคยบันทึกที่ 184.2% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2564 ขณะที่อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับต่ำที่ 2.20% อนึ่ง สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขยายตัวอย่างแข็งแกร่งที่ 6.6% และ 3.9% ตามลำดับ สอดคล้องกับการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของเศรษฐกิจ ขณะที่ความต้องการเงินทุนหมุนเวียนและการใช้จ่ายเพื่อการลงทุนกลับมาเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการสนับสนุนสภาพคล่องให้กับลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

สรุปผลประกอบการและฐานะการเงินที่สำคัญสำหรับปี 2564:

กำไรสุทธิ จำนวน 33,794 ล้านบาท เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งถึง 46.7% หรือจำนวน 10,754 ล้านบาท จากปี 2563 มีปัจจัยหลักคือกำไรพิเศษจากเงินลงทุนจากการขายหุ้นใน บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน) (เงินติดล้อ) ในไตรมาสที่ 2/2564 หากไม่รวมรายการพิเศษ กำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจปกติในปี 2564 อยู่ที่จำนวน 25,609 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.1% หรือจำนวน 2,569 ล้านบาท จากปีก่อนหน้า
เงินให้สินเชื่อรวม เพิ่มขึ้น 3.1% หรือจำนวน 57,441 ล้านบาท จากเดือนธันวาคม 2563 สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดใหญ่ และสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ขยายตัว 6.6% และ 3.9% ตามลำดับ
เงินรับฝาก ลดลง 3.0% จากสิ้นเดือนธันวาคม 2563 สะท้อนประสิทธิภาพการบริหารจัดการสภาพคล่องเชิงรุก ในการลดสัดส่วนเงินรับฝากประจำ และชดเชยด้วยเงินรับฝากออมทรัพย์และจ่ายคืนเมื่อทวงถาม
ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จากการออกมาตรการช่วยกระตุ้นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและภาคธุรกิจผ่านการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ ส่งผลให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิในปี 2564 อยู่ที่ 3.24% จาก 3.47% ในปี 2563
รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจำนวน 12,243 ล้านบาท หรือ 37.5% จากปี 2563 โดยมีปัจจัยหลักมาจากการบันทึกกำไรจากเงินลงทุนจากการขายหุ้นเงินติดล้อ
อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กรุงศรียังคงบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินธุรกิจตามปกติอยู่ที่ 43.2% ในปี 2564
อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL Ratio) อยู่ที่ 2.20% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2564 เทียบกับ 2.00% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2563 กรุงศรียังคงรักษาระดับการตั้งเงินสำรองอย่างรอบคอบและระมัดระวัง โดยมีสัดส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อรวมที่ระดับ 167 เบสิสพอยท์ (Credit Cost) เพื่อรองรับความเสี่ยงที่อาจเพิ่มขึ้น
อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ เพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับสูงสุดเท่าที่เคยบันทึกที่ 184.2% จาก 175.1% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2563
อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (ของธนาคาร) อยู่ที่ 18.53% เพิ่มขึ้นจาก 17.92%
ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2563
นายเซอิจิโระ อาคิตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "ท่ามกลางสภาพแวดล้อมการดำเนินงานในสถานการณ์วิกฤต กรุงศรีในฐานะธนาคารพาณิชย์ที่มีความสำคัญเชิงระบบยังคงมีความมุ่งมั่นในพันธกิจการทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินด้วยจิตสำนึกและความรับผิดชอบ โดยมีเป้าหมายสองประการในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งของฐานะทางการเงินอย่างต่อเนื่อง พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบผ่านมาตรการ/โครงการช่วยเหลือลูกค้าในระยะสั้น พร้อมอำนวยสินเชื่อเพื่อรองรับการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในระยะยาว"

"การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หลายระลอกในระหว่างปีที่ผ่านมา และมาตรการควบคุมโรคที่เกี่ยวเนื่อง ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและธุรกิจชะลอตัวลง ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเกิดความล่าช้า โดยคาดว่า ปี 2564 เศรษฐกิจไทยจะขยายตัว 1.2% และจะขยายตัว 3.7% ในปี 2565"

"กรุงศรีในฐานะสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบของประเทศ จะยังคงทำหน้าที่ตัวกลางทางการเงินที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือลูกค้าโดยเฉพาะด้านสภาพคล่องต่อภาคธุรกิจ SME และภาคครัวเรือน รวมถึง การอำนวยสินเชื่อเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยที่ยั่งยืน"

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 กรุงศรี ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจการเงินที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับห้าในระบบเศรษฐกิจไทยจากมูลค่าสินทรัพย์ สินเชื่อและเงินรับฝาก และเป็นหนึ่งในสถาบันการเงินที่มีความสำคัญเชิงระบบ (D-SIB) มีสินเชื่อรวม 1.89 ล้านล้านบาท เงินรับฝาก 1.78 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์รวม 2.5 ล้านล้านบาท ขณะที่เงินกองทุนของธนาคารอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 291.79 พันล้านบาท หรือเทียบเท่า 18.53% ของสินทรัพย์เสี่ยง โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นของเจ้าของคิดเป็น 13.56%

7


ณ เวลา 23.20 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์ร่วงลง 0.27% สู่ระดับ 114.01 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.29% สู่ระดับ 129.30 เยน และอ่อนค่า 0.02% สู่ระดับ 1.134 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.03% สู่ระดับ 95.48

กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกพุ่งขึ้นสู่ระดับ 286,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค.2564 สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 225,000 ราย และสูงกว่าตัวเลขที่มีการรายงานในสัปดาห์ก่อนหน้านี้ที่ระดับ 231,000 ราย

นอกจากนี้ ตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกสูงกว่าระดับ 215,000 ราย ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยต่อสัปดาห์ในช่วงก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในสหรัฐ

ขณะเดียวกัน กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า จำนวนชาวอเมริกันที่ยังคงขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 84,000 ราย สู่ระดับ 1.64 ล้านราย

ทางด้านสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองดิ่งลง 4.6% สู่ระดับ 6.18 ล้านยูนิตในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายเดือน

เมื่อเทียบรายปี ยอดขายบ้านลดลง 7.1% ในเดือนธ.ค.

นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 25-26 ม.ค. หลังจากที่เจ้าหน้าที่เฟดหลายรายต่างแสดงความเห็นสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนมี.ค.เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งรวมถึงนางลาเอล เบรนาร์ด หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟด, นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานเฟด สาขาชิคาโก, นายแพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานเฟด สาขาฟิลาเดลเฟีย และนางแมรี ดาลี ประธานเฟด สาขาซานฟรานซิสโก

FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักมากกว่า 90% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในเดือนมี.ค. ซึ่งเป็นเดือนที่เฟดยุติโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) พร้อมกับคาดว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้

ทางด้านโกลด์แมน แซคส์คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 4 ครั้งในปีนี้ และจะเริ่มปรับลดขนาดงบดุลในเดือนก.ค.หรือเร็วกว่านั้น จากปัจจุบันที่พุ่งสูงกว่า 8 ล้านล้านดอลลาร์

8


วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ กองหลังสวีดิช จะไม่ได้ลงเล่นให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เกมรับมือ เวสต์แฮม วันเสาร์นี้ หลังครอบครัวเจอเรื่องผวามีโจรขึ้นบ้าน แต่ยังดีที่เมียรักและลูกๆ มีไหวพริบเอาตัวรอดมาได้

    มาย่า ภรรยาของ วิคเตอร์ ลินเดอเลิฟ ปราการหลัง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เปิดเผยเหตุการณ์ระทึกขวัญว่า มีโจรบุกเข้าบ้านเมื่อคืนวันพุธที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา ระหว่างที่สามีลงเล่นให้ 'ปีศาจแดง' ในเกมบุกไปชนะ เบรนท์ฟอร์ด 3-1 

    มาย่า โพสต์ข้อความผ่าน อินสตาแกรม เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า 'ระหว่างเกมของ ลินเดอเลิฟ เมื่อคืนวันพุธ พวกเราโดนบุกเข้าบ้านในเมืองแมนเชสเตอร์ ฉันอยู่บ้านกับลูกๆ อย่างไรก็ตามพวกเราได้ซ่อนตัวและล็อกตัวเองในห้องก่อนที่พวกโจรจะเข้ามาในบ้านของเรา' 

    'พวกเราไม่เป็นไรในสถานการณ์นี้ แต่เห็นได้ชัดว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวด และน่ากลัวมากสำหรับทั้งฉันและลูกๆ ของฉัน ตอนนี้เราอยู่ที่สวีเดน และกำลังใช้เวลาอยู่กับครอบครัวของเรา รัก, มาย่า' 

สตาร์แมนยูขวัญผวา!โจรขึ้นบ้านมีลูกเมียอยู่ด้วย
    ขณะที่สโมสร 'ปีศาจแดง' แถลงว่า 'เราสามารถยืนยันได้ว่า มีการบุกรุกเข้ามาในบ้านของ วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ ระหว่างเกมที่เราไปเยือน เบรนท์ฟอร์ด ครอบครัวของเขาอยู่ที่บ้านในเวลานั้นไม่ได้รับบาดเจ็บแต่รู้สึกขวัญผวาอย่างมาก' 

    'นี่เป็นประสบการณ์ที่น่าวิตกสำหรับพวกเขา และสำหรับ วิคตอร์ เมื่อเขารู้เรื่องนี้หลังเกม และสโมสรก็ขอให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่กับพวกเขา เราขอแนะนำให้ทุกคนที่มีข้อมูลเกี่ยวกับอาชญากรรมติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ' 

    ขณะที่ ราล์ฟ รังนิก ผู้จัดการทีมชั่วคราวของ 'ปีศาจแดง' ยืนยันว่า ลินเดอเลิฟ จะไม่ลงเล่นในเกมพบ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด วันเสาร์นี้ ที่สนาม โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หลังได้พูดคุยกับนักเตะ และจะให้เวลาไปอยู่กับครอบครัวหลังเจอเรื่องขวัญผวาอย่างมาก

9
www.facebook.com/mediapro60
สอนทำพิมพ์ สอนหล่อเรซิ่น น้ำยาดับกลิ่นเรซิ่น

14


สกุลเงินลีราของตุรกีแข็งค่า ขานรับการตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางตุรกีในวันนี้

ณ เวลา 18.08 น.ตามเวลาไทย ลีราดีดตัวสู่ระดับ 13.35 เทียบดอลลาร์

ธนาคารกลางตุรกีประกาศคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 14% ในการประชุมวันนี้ สอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ หลังจากที่ทางธนาคารได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่องจนทำให้เกิดวิกฤตการณ์ค่าเงินลีรา และส่งผลให้เงินเฟ้อพุ่งแตะ 36% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 19 ปี

ธนาคารกลางระบุว่า ทางธนาคารจะจับตาผลกระทบจากการใช้นโยบายการเงินในช่วงที่ผ่านมา และจะดำเนินการสกัดภาวะเงินเฟ้อเพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงิน

ลีราทรุดตัวลง 44% ในปีที่แล้ว โดยเป็นสกุลเงินในตลาดเกิดใหม่ที่ปรับตัวย่ำแย่ที่สุด ท่ามกลางแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติที่ไม่มั่นใจต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลาง หลังจากที่ประธานาธิบดีเรเซป ตอยยิบ เออร์โดกัน ผู้นำตุรกี ได้ปลดผู้ว่าการธนาคารกลางหลายคนก่อนหน้านี้ เนื่องจากไม่สนองนโยบายผ่อนคลายทางการเงินของรัฐบาล

ธนาคารกลางตุรกีประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยรวม 5% นับตั้งแต่เดือนก.ย.2564 ท่ามกลางแรงกดดันจากปธน.เออร์โดกัน ซึ่งอ้างว่าการใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำจะช่วยหนุนการส่งออกและการจ้างงานในประเทศ

Pages: [1] 2 3 ... 132